ปักหมุด 10 จุดชมพญาเสือโคร่ง ซากุระเมืองไทย มนต์เสน่ห์แห่งดอกไม้สีชมพู

ประกันรถยนต์
| | 0 Comments

โควิด-19 กลับมา ญี่ปุ่นก็ไปไม่ได้ ดับฝันที่จะไปเที่ยวชมเทศกาลจิบชาชมซากุระบานที่อุตส่าห์เฝ้ารอมาตลอดทั้งปี แต่ไม่เป็นไรหันมาชมความงามของต้นพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย ที่ผลิดอกบานสะพรั่งท้าลมหนาวในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ของทุกปีไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน วันนี้เราจึงตั้งใจมาดามใจคนอกหักจากทริปซากุระญี่ปุ่น ด้วยการนำเอาจุดชมซากุระเมืองไทยถึง 10 จุดมาฝากให้คุณได้นำไปวางแผนออกทริป ซึ่งเส้นทางไปชมความสวยงามนั้น ล้วนต้องไต่ไปตามช่องเขาที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมรถให้พร้อม ประกันรถยนต์ต้องมีติดรถอยู่เสมอ เพื่อความสบายใจในทุกจังหวะที่เหยียบคันเร่ง มอบทริปชมดอกไม้ที่สุขสนุกไม่สะดุด ชื่นชมความงามพร้อมเก็บความประทับใจกลับไปได้อย่างแน่นอน

1. ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จุดชมพญาเสือโคร่งจุดแรกในวันนี้ ซึ่งนอกจากซากุระเมืองไทยแล้ว คุณยังจะได้เห็นซากุระญี่ปุ่นที่มูลนิธิโครงการหลวงนำเข้าความสวยงามสไตล์ญี่ปุ่น มาปลูกที่ผืนดินของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จวบจนปัจจุบันต้นซากุระญี่ปุ่นของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางมีมากกว่า 5,000 ต้น ไฮไลท์ของจุดนี้อยู่ที่ต้นพญาเสือโคร่งบริเวณทางขึ้นก่อนถึงสถานีเกษตรฯ ที่ตลอดสองข้างทางยืนเรียงรายทอดยาวเป็นทิวแถว กลายเป็นอุโมงค์สีชมพูสดใส ที่รอต้อนรับแขกผู้มาเยือนให้ได้เก็บความประทับใจกลับไป

2. ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

พื้นที่ที่สูงที่สุดในประเทศ กับความงามของพญาเสือโคร่งสีชมพูที่มีให้เห็นกระจัดกระจายอยู่หลายจุด โดยเฉพาะไฮไลท์ของจุดนี้อยู่ที่ “ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่นอกเหนือจากกล้วยไม้รองเท้านารี คุณยังจะได้เห็นความงามสีชมพูที่โดดเด่นแทรกตัวอยู่ท่ามกลางสีเขียวของป่าสน สลับกับสีแดงของต้นเมเปิล เป็นอีกจุดที่ถ่ายทอดสีสันที่สวยงามของธรรมชาติได้อย่างน่าประทับใจ

3. ขุนวาง จ.เชียงใหม่

“ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)” อีกหนึ่งเส้นทางที่การเดินทางค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกใช้ประกันรถยนต์ สำหรับผู้ที่ไม่ชินทาง หรือมีประสบการณ์ในการขับรถไม่มากนัก ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ให้มากขึ้น ต้นพญาเสือโคร่งที่ถูกปลูกเรียงรายสองฝั่งฝากบนเส้นทางเดินเท้าภายในศูนย์วิจัยฯ ต้นพญาเสือโคร่งสูงใหญ่ที่เอี้ยวตัวเข้าหากัน กลายเป็นช่องอุโมงค์สีชมพูที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นมาชมความงามอย่างไม่หวั่นกับเส้นทางการมาที่ค่อนข้างลำบาก

4. ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่

ความงามที่หลบซ่อนอยู่ภายในแหล่งวิจัยอีกแห่ง กับ “สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน” สถานีวิจัยเมล็ดพันธุ์กาแฟและผลไม้เมืองหนาว แต่ภายในกลับมีต้นพญาเสือโคร่งทอดยาวเรียงรายเป็นแนวกั้นรั้วสถานีที่เผยความงามออกมาให้เห็นเพียงปีละครั้ง หุบเขาสีชมพูที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว หรือมีแต่ยังขับได้ไม่เก่งมากนัก ก็สามารถไปชื่นชมความงามของซากุระเมืองไทย ณ ที่แห่งนี้ได้

5. ขุนแม่ยะ จ.เชียงใหม่ – จ.แม่ฮ่องสอน

เส้นทางเชื่อมต่อของสองจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติที่สวยงามสมบูรณ์อย่างเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน โดยจุดชมพญาเสือโคร่งจุดนี้ เราจะพาคุณไปที่ “หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ” ที่อยู่ระหว่าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และ อ.ปาย
จ.แม่ฮ่องสอน อีกหนึ่งเส้นทางสูงชันที่ต้องใช้ความชำนาญในการขับขี่เป็นอย่างมาก เส้นทางกว่า 700 โค้งที่แทบจะหาทางตรงไม่ได้ตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมง ประกันรถยนต์คือสิ่งจำเป็นอีกครั้งที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้ แต่ความยากลำบากตลอดเส้นทาง กลับมลายหายไปในฉับพลัน เมื่อได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งที่เบ่งบานท้าสายตาแขกผู้มาเยือน ทำให้ต้องคว้ากล้องกดถ่าย แถมคว้าเต็นท์ออกมากาง ดื่มด่ำความงามสีชมพูได้ตลอดทั้งคืน

6. ดอยช้าง-ดอยวาวี จ.เชียงราย

ย้ายมาชมความงามของซากุระเมืองไทยที่อีกหนึ่งจังหวัดสุดแดนสยามประเทศกันบ้าง ดอยช้าง-ดอยวาวี จ.เชียงราย ขุนเขาของคนรักชากาแฟ แต่ใครจะรู้ว่าทั้งสองดอยนี้นอกจากความหอมของกาแฟยังมีความงามของต้นพญาเสือโคร่งซ่อนอยู่ เพราะที่จริงแล้วดอยวาวีนั้นเคยเป็นพื้นที่ปลูกต้นพญาเสือโคร่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ด้วยอายุขัยและโรคพืชที่ยากเกินควบคุม ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนลดลงไปมาก แต่ก็ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศความสวยงามที่แสนโรแมนติก โดยเฉพาะบริเวณ “สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี” ที่จะสร้างความประทับใจให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืมเลือน

7. ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย

สถานที่ขึ้นชื่อเรื่องชาที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่สูง แถมมีอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้พญาเสือโคร่งเติบโตได้ดีจนมีขนาดสูงใหญ่ ความสวยงามของสองสิ่งที่โดดเด่นบนดอยแม่สลองอย่างไร่ชาและพญาเสือโคร่งต้นใหญ่ยักษ์ ถูกปลูกสลับกันลดหลั่นไปตามไหล่เขา ความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้จากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

8. หงาว-งาว จ.เชียงราย

หน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว อีกหนึ่งจุดชมพญาเสือโคร่งที่สวยไม่แพ้จุดอื่นเลย กับบริเวณขึ้นภูชี้ฟ้าสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชื่อดังของ จ.เชียงราย บริเวณนี้คุณจะได้ชมวิวพญาเสือโคร่งที่อัดแน่นเรียงรายกันกว่า 5,000 ต้น ถนนสีชมพูที่มีต้นพญาเสือโคร่งตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่สองฝั่งทาง ดึงดูดความสนใจ และสามารถเก็บภาพแห่งความประทับใจได้ไม่น้อยทีเดียว

9. ดอยขุนสถาน จ.น่าน

พญาเสือโคร่งไม่ได้มีแค่จังหวัดเหนือสุดของประเทศเท่านั้น ที่สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน จ.น่าน ก็ยังสามารถไปแวะเช็คอินเชยชมความสวยงามสีชมพูนี้ได้เช่นกัน สถานีวิจัยแห่งนี้อุดมไปด้วยป่าต้นน้ำที่ถูกฟื้นฟูจนสมบูรณ์ ภายในมีต้นพญาเสือโคร่งให้ได้ชื่นชมความน่ารักอยู่เป็นจำนวนมาก ยามผลิดอกในช่วงฤดูหนาวสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นอยู่ไม่น้อย

10. ภูลมโล จ.เลย

ปิดทริปสีชมพูด้วยสถานที่ยอดนิยมอย่างภูลมโล ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จุดชมซากุระเมืองไทยที่โด่งดังบนโลกโซเชียล ที่ใครเห็นเป็นต้องหาวันจัดทริปมาชมความงามเสียให้ได้ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ในยุคลัทธิคอมมิวนิสต์ พื้นที่สีแดงที่ต่อมาถูกนำมาทำไร่เลื่อนลอยจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น จนอุทยานฯ ได้เข้าไปฟื้นฟูปลูกต้นพญาเสือโคร่งคู่ไปกับพืชไร่ จนปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ที่มีต้นพญาเสือโคร่งเยอะที่สุดในประเทศไทย จนได้รับสมญานาม “หุบเขาสีชมพู” จุดหมายปลายทางที่นักเดินทางใฝ่ฝัน

เห็นไหมว่าไม่จำเป็นต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่น คุณก็สามารถชื่นชมความงดงามของดอกซากุระได้ นำเงินซื้อตั๋วเครื่องบินมาซื้อความคุ้มครองประกันรถยนต์เสียดีกว่า เพราะหากคุณต้องเดินทางไปดูจนครบทั้ง 10 จุด การมีประกันภัยคุ้มครองรถจะช่วยให้ทริปนี้ของคุณสนุกได้อย่างมั่นใจขึ้นเป็นกอง